ขิง

posted on 17 Sep 2008 23:06 by prongnote

                                                                 

ชื่อวิทยาศาสตร์
Zingiber officinale Rosc. วงศ์ ZINGIBERACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทรบุรี), ขิงเผือก (เชียงใหม่), สะเอ(แม่ฮ่องสอน), ขิงบ้าน
, ขิงแครง, ขิงป่า, ขิงเขา ขิงดอกเดียว(ภาคกลาง), เกีย(จีนแต้จิ๋ว)

ลักษณะ
ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.3 - 1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง
เนื้อในสีนวลแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะ แตกสาขา คล้ายนิ้วมือ เป็นแง่ง แทงหน่อ
หรือลำต้นเทียม ซึ่งเกิดจากก้านใบที่มีลักษณะเป็นกาบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ
รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 1.5 - 2 ซม. ยาว 15 - 20 ซม. ดอกช่อ แทงจากเหง้า
กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ใบประดับสี้ขียวอ่อน ผลเป็นผลแห้ง มี 3 พู

 สารสำคัญ
มีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 7.28% ประกอบด้วย methol, borneol, zingiberene, fenchone,
6-shogoal, และ 6-gingerol เป็นยาขับลมเพราะมีน้ำมันหอมระเหย สาร methol มีฤทธิ์ขับลม
ส่วน borneol, fenchone และ 6-gingerol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน นอกจากนี้สารที่มี
รสเผ็ดได้แก่ 6-shogoal, และ 6-gingerol ทำให้ลำไส้เพิ่มการเคลื่อนไหว จึงช่วยบรรเทา
อาการปวดท้องเกร็ง ต่อมาพบว่า zingiberene, และ 6-gingerol สามารถป้องกันการเกิดแผล
ในกระเพาะอาหารได้

วิธีใช้ เหง้าขิงแก่ใช้เป็นยารักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และอาการคลื่นไส้
อาเจียนเนื่องจากธาตุไม่ปกติ เมารถเมาเรือ โดยใช้เหง้าแก่สดขนาดเท่าหัวแม่มือ (ประมาณ 5 กรัม)
ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม

         การใช้ขิงรักษาอาการไอ มีเสมหะ ใช้เหง้าขิงแก่ผสมกับน้ำมะนาว หรือ
ใช้เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำแทรกเกลือนิดหน่อยใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ

นำเหง้าขิงแก่สด 50 กรัม ทุบให้แตก นำไปต้มกับน้ำ 2 แก้ว รินดื่มแต่น้ำ วันละ 3 ครั้ง
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ท้องผูก ขับลม คลื่นไส้อาเจียน และอาการเมารถเมาเรือ

ใช้เหง้าขิง น้ำตาลทรายแดง และพุทราแห้ง ต้มดื่มวันละครั้ง แก้ปวดกระเพาะอาหาร

ใช้เหง้าสดนำมาผิงไฟให้อุ่น ตำพอกบริเวณที่ผมร่วง หัวเริ่มล้าน วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3 วัน
ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้พอกต่อไปสักระยะใช้ขิงสดตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน
ทำเป็นน้ำขิงสดรับประทาน แก้สะอึกนำขิงแก่มาปอกเปลือกฝานเป็นชิ้นบางๆ
นำไปตากในที่ร่มจนแห้ง ( 2 วัน) เอาขิงแห้ง 3 กรัม ไปต้มกับน้ำ 1 แก้วจนเดือด
เป็นเวลา 3 นาที เอาเฉพาะส่วนน้ำมาเติมน้ำตาลทรายขาว ช่วยขับเหงื่อนำขิง พริกไทย
ใบกะเพรา ไพล มาบดผสมกันรับประทาน แก้ตานขโมยใช้ลำต้นที่แก่สดทุบแตกประมาณ 1 กำมือ
ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ร้อนในใช้ขิงฝานเป็นแผ่นบาง ๆ นำมาวางทับบริเวณที่ถูกแมงมุมกัด
แผลที่บีบน้ำเหลืองออกขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไป ครึ่งแก้ว ปิดฝาตั้งไว้ 5 นาที
รินเอาแต่น้ำดื่ม ระหว่างอาหารแต่ละมื้อ หรือ นำเหง้าขิงมาฝานเป็นแผ่นจิ้มเกลือ รับประทาน แก้ไอ
ใช้เหง้าขิงแก่มาทุบ คั้นเอาแต่น้ำขิง ทารักแร้เป็นประจำจะช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา
กำจัดกลิ่นรักแร้ใช้เหง้า 1 หัว เอามาเผาจนผิวนอกเป็นถ่าน คอยปาดถ่านที่ผิวนอกออก เผาและปาดไปเรื่อยๆ
นำผงถ่านที่ได้ผสมกับน้ำดีหมูใช้ทาบริเวณที่เป็น แผลเริมบริเวณหลังฟกช้ำจากการหกล้ม หรือกระทบกระแทก
ให้ใช้เหง้าสดมาตำกับเหล้าพอก หรือใช้น้ำคั้นจากใบสด 1 ถ้วย ตังกุย 100 กรัม บดเป็นผงผสมกับเหล้ากิน
ติดต่อกันประมาณ 3 วันหนังมือลอกเป็นขุย ให้ใช้เหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่น นำมาแช่เหล้า 1 ถ้วยชา
ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง เอาแผ่นขิงที่ผ่านการแช่มาถูกทาตามบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง
นำขิงแก่ขนาดประมาณหัวแม่มือ ทุบให้แตก หั่นเป็นแว่นต้มน้ำ 1 แก้ว ใช้ไฟอ่อนๆ
ต้มน้ำให้เดือดนาน 5 นาที เสร็จแล้วตักขิงออก เติมน้ำเพิ่มเล็กน้อย ดื่มขณะยังอุ่น
ทำอย่างนี้ 3 เวลา เช้า - กลางวัน - เย็น แก้หวัด

 

คุณภาพของ สมุนไพร

posted on 16 Sep 2008 00:29 by prongnote
                                                                                                                                                  
  สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องสมุนไพร  คือ  ความถูกต้องของพืชสมุนไพรและคุณภาพที่เหมาะสม 
สมุนไพรต้องไม่มีการปนปลอม(Adulterant)  หรือเป็นสมุนไพรทดแทน (Substitution) 
สมุนไพรที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันเคยปรากฏอยู่ในเภสัชตำรับ เช่น  USPและ NF
ในรูปโมโนกราฟ (monograph) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานของสมุนไพร  โลกสมุนไพรปัจจุบันยังขาดมาตรฐาน
  สมุนไพรมากมายในประเทศที่กำลังพัฒนาถูกเก็บรวบรวมโดยชาวบ้าน  และซื้อขายด้วยชื่อสามัญ
(common name)  ไม่มีการพิสูจน์ความถูกต้องของพืชและคุณภาพ สมุนไพรถูกจำหน่ายในรูปทั้งต้น
  ในภาพเป็นชิ้นหรือบดเป็นผง  เมื่อพิจารณาถึงมาตรฐาน (standardization) ของสมุนไพรหรือสารสกัดสมุนไพร
  ก็พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องความเข้มข้นของสารที่เสดงฤทธิ์ในล็อต(lot หรือ batch)
ต่างๆ ของสมุนไพรที่คาดว่าเป็นชนิดเดียวกัน  ที่สำคัญยังมีความเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสายพันธุ์
ตัวอย่างสายพันธุ์เปปเปอมินต์ (peppermint)  ที่ต่างกันจะให้ปริมาณน้ำมันหอมระเหยต่างกัน 
แม้ว่าเงื่อนไขของสิ่งแวดล้อมที่มันเจริญเติบโต  และเวลาที่เก็บเกี่ยว  การเตรียมสมุนไพรก็มีผลต่อคุณภาพ
  องค์ประกอบเคมีบางชนิดไม่ทนความร้อน สมุนไพรที่มีองค์ประกอบเคมีเช่นนี้ต้องทำให้แห้งที่อุณหภูมิต่ำ
  หากอบสมุนไพรให้แห้งช้าๆ  สารสำคัญที่ถูกทำลายได้ด้วยเอนไซม์จะคงทนอยู่ได้เป็นระยะเวลานานระยะหนึ่ง 

            วิธีการประกันคุณภาพสมุนไพร  ก็คือ  การวิเคราะห์ประมาณสารสำคัญในสมุนไพร  ถ้าเราทราบสารสำคัญที่
แสดงฤทธิ์ในสมุนไพร  ก็สามารถแยกและวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม  แต่ถ้าไม่ทราบสารสำคัญที่แสดงฤทธิ์ 
หรือเห็นสารผสมที่ซับซ้อน  หรือไม่มีสารที่เป็น marker ให้ใช้วิธีวิเคราะห์ทางชีวภาพ (biological analysis)
ดังเช่นที่ให้วิเคราะห์ใบดิจิตาลิส  อย่างน้อยก็เห็นวิธีการขั้นต้น  เมื่อเราทราบความแรงของสมุนไพร 
ก็สามารถผสมกับตัวอย่างที่มีความแรงอ่อนหรือมากกว่า  เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ตามที่กำหนด

            มาตรฐานของคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพรขึ้นกับชื่อเสียงของผู้ผลิต  ผู้บริโภคควรซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ที่ระบุปริมาณของสารสกัดสมุนไพรมาตรฐาน (standardized plant extract)  ควรมีฉลากที่แสดงชื่อวิทยาศาสตร์
ของสมุนไพรชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต  หมายเลยล็อต (lot หรือ batch) ที่ผลิต  วันที่ผลิต  และวันหมดอายุ

แหล่งที่มา : http://www.tigerdragon.in.th/thai%20herb-quality.htm


edit @ 17 Sep 2008 23:04:44 by prongnote

สมุนไพร หมายถึง

posted on 16 Sep 2008 00:21 by prongnote

                                                                                                                                                       
สมุนไพร หมายถึง “พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา” ส่วน ยาสมุนไพร หมายถึง “ยาที่ได้จากส่วนของพืช
สัตว์ และแร่ ซึ่งยังมิได้ผสมปรุง หรือ แปรสภาพ” ส่วนการนำมาใช้ อาจดัดแปลงรูปลักษณะของสมุนไพร
ให้ใช้ได้สะดวกขึ้น เช่น นำมาหั่นให้มีขนาดเล็กลง หรือ นำมาบดเป็นผง เป็นต้น
  สมุนไพร นอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์เป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆอีก
เช่นนำมาบริโภคเป็นอาหาร อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องดื่ม สีผสมอาหาร และสีย้อม ตลอดจนใช้ทำ
เครื่องสำอางอีกด้วย

            การ ใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆหรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร
ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาติให้ใช้ รักษาโรคได้
มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น

            ยาจันทน์ลีลา                              ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน

            ยามหานิลแท่งทอง                      ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส

            ยาหอมเทพพิจิตร                       แก้ลม บำรุงหัวใจ

            ยาเหลืองปิดสมุทร                      แก้ท้องเสีย

            ยาประสะมะแว้ง                          แก้ไอ ขับเสมหะ

            ยาตรีหอม                                  แก้ท้องผูกในเด็กระบายพิษไข้

สำหรับสมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่

            สมุนไพรแก้ไข้                           ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด

            สมุนไพรแก้ท้องเสีย                    กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ

            สมุนไพรแก้ไอ                            มะแว้ง ขิง มะนาว

            สมุนไพรแก้ท้องอืด                     ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย

            สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ            ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่

            สมุนไพรแก้เชื้อรา                      กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ

            สมุนไพรแก้เริม                          เสลดพังพอนตัวเมีย และตัวผู้

            แนวคิดโฆษณารณรงค์ “สมุนไพรไทย” ต้อง การสื่อสารว่าสมุนไพรไทยพื้นบ้านนั้นนำมาเป็น
ยารักษาโรคได้หลายหลายชนิด และยังหาได้ง่ายๆรอบๆบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจรที่รักษาอาการไข้
กิ่งข่อยรักษาโรคเหงือก ใบพลับพลึงรักษาอาการฟกช้ำ หรือ ปูนแดงใช้ห้ามเลือด โดยดำเนินเรื่องแบบ
Realistic ผ่าน ตัวละครน่ารักๆ สองคน คือคุณยายและคุณทวด เป็นแม่ลูกซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน
เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง ซึ่ง คุณยายและคุณทวด ผลัดกันเกิดอาการต่างๆ และ
รักษาอาการด้วยสมุนไพรรอบๆบ้าน



แหล่งทีมา : http://www.thaihealth.or.th/node/2058

edit @ 16 Sep 2008 00:41:32 by prongnote